| การผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย
การผ่าตัดแปลงเพศในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นการผ่าตัดที่ได้รับการพัฒนาปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่องและก้าวหน้ามาจนปัจจุบันนี้สามารถทำการผ่าตัดได้ผลดี ได้อวัยวะเพศชายที่ต้องการใกล้เคียงกับจุดประสงค์ในอุดมคติ แต่ทั้งนี้การผ่าตัดต้องทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณ์ในการผ่าตัดชนิดนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่ประสงค์จะรับการผ่าตัดแปลงเพศควรเลือกโรงพยาบาลและทีมแพทย์ที่มีความพร้อมจริง ๆ เท่านั้น.
โดยทั่วไปแนวทางในการดูแลผู้ป่วยที่มีการรับรู้เพศผิดปกติ (Gender identity disorder : GID) นั้นมีแนวทางที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก โดยอาศัยแนวทางของ WPATH เป็นหลัก เช่นเดียวกับที่โรงพยาบาลยันฮี และทีมแพทย์ผู้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยเริ่มต้นจากการวินิจฉัยผู้ป่วยเพื่อแยกกลุ่มผู้ป่วยอื่น ๆ ออกจากกลุ่มผู้ป่วย GID โดยแพทย์ผู้ทำหน้าที่วินิจฉัยผู้ป่วยนั้นจะเป็นหน้าที่ของจิตแพทย์ซึ่งตามกฎหมายไทยกำหนดให้จิตแพทย์ 2 ท่าน ทำการตรวจและวินิจฉัยและออกใบรับรองผ่าตัดให้กับผู้ป่วยในกรณีที่เห็นว่าการผ่าตัดแปลงเพศจะเป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยที่ดีที่สุด แล้วจึงส่งผู้ป่วยให้ศัลยแพทย์ผ่าตัดทำการรักษาผู้ป่วยต่อไป.
ตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยนั้น นอกเหนือจากการวินิจฉัยแล้ว ความพร้อมที่สำคัญที่จะต้องนำมาประกอบการพิจารณาความเหมาะสมในการผ่าตัดยังประกอบด้วยลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ด้วยได้แก่;
| 1. |
มีความรู้สึกอยากเป็นชายตั้งแต่จำความได้ |
| 2. |
เคยใช้ชีวิตเป็นชายอย่างสมบูรณ์อย่างมีความสุขและไม่มีความกดดันใด ๆ รวมทั้งได้รับการยอมรับจากบุคคลรอบข้างเป็นอย่างดี |
| 3. |
ได้ใช้ชีวิตแบบชายติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 1 ปีขึ้นไป อย่างเต็มเวลา |
| 4. |
ได้รับฮอร์โมนเพศชายมามากกว่า 1 ปี ในรายที่ต้องการผ่าตัดอวัยวะเพศหญิงที่สำคัญเช่นตัดมดลูกรังไข่ |
| 5. |
ได้รับการประเมินจากจิตแพทย์แล้วอย่างน้อย 2 ท่านและไม่มีข้อห้ามใด ๆ ต่อการผ่าตัด |
หลังจากผ่านหัวข้อต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว และผู้ป่วยพร้อมที่จะรับการผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดโดยมีหัวข้อที่สำคัญที่ต้องพิจารณาได้แก่:
| 1. |
ผู้ป่วยต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปีบริบูรณ์ แต่หากมีอายุน้อยกว่านั้นมีความจำเป็นต้องมีจดหมายรับรองจากผู้ปกครองเพื่อยินยอมการผ่าตัดทุกราย |
| 2. |
ควรได้รับการตรวจร่างกายและตรวจสุขภาพอย่างละเอียด และชัดเจน เพื่อประเมินความพร้อมของร่างกายและแก้ไขโรคที่ตรวจพบก่อนการผ่าตัด |
| 3. |
ควรหยุดฮอร์โมนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการผ่าตัด และหยุดการสูบบุหรี่อย่างน้อย 3 เดือน และในกรณีที่ต้องการรับการผ่าตัดขั้นที่ 2 และ 3 จำเป็นต้องหยุดการสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด 100% |
| 4. |
ในกรณีที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นใดมาก่อน รวมทั้งอาหารเสริม มีความจำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า เพื่อรับคำแนะนำเรื่องการหยุดยา หรือเปลี่ยนยาให้เหมาะสมหรือต้องรับการรักษาก่อนการผ่าตัด |
| 5. |
ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 6 ชั่วโมง |
| 6. |
การผ่าตัดในขั้นที่ 3 มีความจำเป็นต้องเข้าพักในโรงพยาบาลก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 1-2 วันเพื่อเตรียมพร้อมการผ่าตัด เช่นการล้างลำไส้ การตรวจสุขภาพ การเตรียมเลือดก่อนการผ่าตัด การจองห้องผ่าตัด การเตรียมทีมผ่าตัดเป็นต้น |
ขั้นตอนในการผ่าตัดที่โรงพยาบาลยันฮี : การผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชายที่โรงพยาบาลยันฮีนั้นประกอบด้วยการผ่าตัด 3 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย
| ขั้นตอนที่ 1 : |
การผ่าตัดเอาเต้านมออก |
| |
ร่วมกับการตัดมดลูก และรังไข่ออก |
| ขั้นตอนที่ 2 : |
การผ่าตัดปิดช่องคลอดร่วมกับการยืดท่อปัสสาวะ |
| |
การสร้างท่อปัสสาวะที่ท้องแขนโดยใช้ผิวหนังบริเวณตะโพก |
| ขั้นตอนที่ 3 : |
การผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศด้วยเนื้อเยื่อที่ท้องแขนและสร้างถุงอัณฑะโดยใช้เนื้อเยื่อจากแคมใหญ่ |
การผ่าตัดเป็นหลายขั้นข้างต้น เป็นการผ่าตัดที่ได้ผลค่อนข้างดีเนื่องจากผู้ป่วยมีเวลาเตรียมตัวและเตรียมเนื้อเยื่อให้หายสนิทก่อนการผ่าตัดขั้นต่อไป และยังสามารถให้ผู้ป่วยได้เลือกการผ่าตัดได้ด้วยตนเองว่าจะเปลี่ยนแปลงร่างกายไปมากน้อยเพียงใด เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีความต้องการเปลี่ยนแปลงร่างกายเป็นชายไม่เหมือนกัน บางรายต้องการเปลี่ยนเฉพาะบางส่วนเท่านั้น ก็มีความพอใจแล้ว แต่บางรายต้องการเปลี่ยนแปลงแบบสมบูรณ์ทุกอวัยวะก็สามารถจะเลือกได้ แต่ละขั้นตอนตั้งแต่ขั้นที่ 1 ถึง 3 จะทิ้งช่วงเวลาประมาณ 3-6 เดือน.
การผ่าตัดแปลงเพศนั้นเป็นการผ่าตัดที่เปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งชีวิตของผู้ป่วยให้สมบูรณ์ตามที่ผู้ป่วยต้องการ แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีความสุขหลังการผ่าตัดได้เมื่อผลการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงร่างกายและอวัยวะต่างๆ ที่ได้หลังการผ่าตัดนั้นมีความสมบูรณ์และเป็นธรรมชาติ ปราศจากผลข้างเคียงที่รุนแรง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อได้รับการรักษาจากทีมแพทย์ที่มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เพียงพอ รวมทั้งมีทีมดูแลผู้ป่วย ทีมพยาบาล ทีมแพทย์สาขาต่าง ๆ ช่วยเหลือ และโรงพยาบาลมีเครื่องมือที่ทันสมัย.
โรงพยาบาลยันฮีได้จัดให้มีทีมพยาบาลพิเศษประจำตัวผู้ป่วยทุกรายที่เลือกรับการผ่าตัดแปลงเพศในโรงพยาบาลโดยเป็นทีมพยาบาลที่ผ่านการอบรมและมีความรู้เฉพาะการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ (Nurse coordinator team) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งก่อนการผ่าตัด หลังการผ่าตัด และให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยในปัญหาต่างๆ ทั้งนี้โดยหวังให้ผู้ป่วยประสบผลสำเร็จในการรับการผ่าตัดแปลงเพศและสามารถใช้ชีวิตหลังการรักษาได้อย่างสมบูรณ์ทั้งกายและใจ.
|